1cs
EN TH
เริ่มฟรี →

LINE & Facebook

Workflow สำหรับรวมแชต LINE และ Facebook ให้ทีมเล็กทำงานง่ายขึ้น

วิธีจัดการข้อความลูกค้าหลายช่องทางโดยไม่ต้องเพิ่มแท็บ เพิ่มคน หรือปล่อยให้เคสหลุด

แดชบอร์ดรวมแชตลูกค้าจาก LINE และ Facebook เข้า inbox เดียว

ทีม support สามคนรับลูกค้าวันละไม่กี่ร้อยแชตได้สบาย ๆ สิ่งที่ทำให้ทีมพังไม่ใช่จำนวนข้อความ แต่คือการที่ข้อความเหล่านั้นกระจายอยู่ในสี่แท็บ สองเครื่อง และรหัสผ่านที่แชร์กันจนไม่มีใครกล้าเปลี่ยน

ทางแก้มักไม่ใช่การเพิ่มคน แต่คือ คิวเดียว กับกติกาไม่กี่ข้อที่ทุกคนทำตามได้จริง

ต้นทุนที่แท้จริงของการสลับแท็บ

เมื่อ LINE OA, Facebook Page inbox, Instagram DM และอีเมล ต่างอยู่คนละหน้าต่าง จะมีปัญหาสี่อย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน และไม่มีอันไหนโผล่ในรายงาน

ข้อความถูกตอบผิดลำดับ เพราะใครเปิดแท็บไหนก็ตอบอันที่อยู่บนสุด ไม่ใช่อันที่รอนานที่สุด สองคนตอบลูกค้าคนเดียวกัน เพราะต่างคนต่างไม่เห็นว่าอีกคนกำลังพิมพ์อยู่ ข้อความที่เข้ามาหกโมงเย็นในช่องทางที่คืนนั้นไม่มีใครเปิด ก็ค้างข้ามคืน และไม่มีใครตอบได้ว่า “ตอนนี้ลูกค้ารอนานแค่ไหน” โดยไม่เดา

ข้อสุดท้ายคือตัวที่ทำให้ปัญหาอยู่ยาว เพราะคุณแก้คิวที่มองไม่เห็นไม่ได้

คิวเดียว เรียงตามเวลารอ

การเปลี่ยนแปลงที่ให้ผลมากที่สุดคือ เอาทุกช่องทางมารวมเป็นลิสต์เดียว แล้วเรียงตาม ระยะเวลาที่ลูกค้ารอ ไม่ใช่เรียงตามช่องทาง และไม่ใช่เรียงตามข้อความล่าสุด

ฟังดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่มันสวนทางกับพฤติกรรมเริ่มต้นของ inbox ทุกเจ้า เพราะ inbox มาตรฐานเรียงตามความเคลื่อนไหวล่าสุด ซึ่งแปลว่าลูกค้าที่ทักมาครั้งเดียวแล้วรออย่างสุภาพ จะถูกดันลงล่างเรื่อย ๆ ส่วนคนที่ทวงห้ารอบจะลอยขึ้นบนสุด

พอมีคิวเดียวแล้ว ช่องทางจะกลายเป็นแค่รายละเอียดประกอบ เป็นบริบทของบทสนทนา ไม่ใช่พื้นที่ทำงานแยกอีกต่อไป

กติกาการรับงานสำหรับทีมสามคน

ระบบ routing ซับซ้อน ๆ มีไว้สำหรับทีมที่โตเกินคิวเดียวแล้ว ถ้าทีมยังไม่ถึงประมาณแปดคน สามข้อนี้ครอบคลุมเกือบทั้งหมด

ใครตอบก่อน คนนั้นเป็นเจ้าของ ตอบแล้วดูแลจนจบ ไม่ต้องมีระบบแจกงานวน ไม่ต้องมีขั้นตอนกดรับ แค่ข้อนี้ข้อเดียวก็ตัดปัญหาตอบซ้ำซ้อนไปได้เกือบหมด

ความเป็นเจ้าของอยู่ข้ามรอบ พอลูกค้าตอบกลับมาอีกสองชั่วโมงถัดมา ให้เด้งกลับไปหาคนเดิม ไม่ใช่โยนขึ้นคิวรวมใหม่ ความต่อเนื่องมีค่ามากกว่าการกระจายงานให้เท่ากันเป๊ะ

ต้องมีทางคืนงานที่ชัดเจนหนึ่งทาง หมดกะ หรือติดจริง ๆ ให้คืนเข้าคิวพร้อมโน้ตสั้น ๆ ถ้าทางเดียวที่จะส่งงานต่อคือพิมพ์บอกในกลุ่มไลน์ ยังไงก็มีหลุด

จะเพิ่มกติกาข้อที่สี่ก็ต่อเมื่อเจ็บจริง เช่นแยกตามภาษา ตามหัวข้อ หรือตามลูกค้า VIP แต่อย่าเพิ่งทำก่อนถึงจุดนั้น

ความต่างของแต่ละช่องทางที่ต้องเขียนเป็นกติกา

การรวมคิวไม่ได้แปลว่าทุกช่องทางเหมือนกัน มีความต่างอยู่ไม่กี่อย่างที่สำคัญพอจะตั้งกฎรองรับ

LINE เป็นการคุยตัวต่อตัวที่ไม่มีหัวข้อ และมีความทรงจำยาว แชตเดียวอาจลากยาวข้ามหลายเดือน แถมเป็นช่องทางที่ลูกค้าคาดหวังความเร็วมากที่สุด ให้มองแชต LINE เป็นความสัมพันธ์ที่ดำเนินอยู่ ไม่ใช่ตั๋วใบหนึ่ง และเก็บบริบทลูกค้าติดไว้กับแชตนั้นเสมอ

Facebook แยกเป็นสองพื้นที่ที่ต่างกันมาก ทาง DM ของเพจจะคล้าย LINE แต่คอมเมนต์สาธารณะใต้โพสต์และใต้โฆษณาไม่ใช่เลย เพราะทุกคนเห็น มันดึงคำถามจากลูกค้าคนอื่นมาต่อท้าย และคอมเมนต์ที่ไม่มีคนตอบใต้โฆษณาที่ยิงอยู่ กำลังเผาเงินคุณอยู่จริง ๆ คอมเมนต์จึงควรมี SLA ของตัวเอง และมักจะเข้มกว่าช่องทางอื่น

Instagram DM พฤติกรรมคล้าย Facebook DM แต่มีจุดต่างคือการตอบสตอรี่จะเข้ามาเป็นข้อความด้วย และส่วนใหญ่ไม่ใช่คำถาม ควรกรองออก ไม่งั้นทีมจะเคยชินกับการอ่านผ่าน ๆ

อีเมล เป็นช่องทางเดียวที่การตอบช้าแต่ครบ ดีกว่าตอบเร็วแต่ไม่ครบ อย่าเอา SLA ของแชตมาใช้กับอีเมล

กำหนดเวลาทำการ แล้วบอกให้ลูกค้ารู้

ทีมเล็กเสียคะแนนความพอใจจากการไม่จัดการความคาดหวัง มากกว่าเสียจากการตอบช้า ถ้าไม่ตอบตอนสี่ทุ่ม ก็บอกไปตรง ๆ ทั้งในข้อความต้อนรับของ LINE ข้อความอัตโนมัตินอกเวลาของ Facebook และในวิดเจ็ตแชตบนเว็บ ลูกค้าที่รู้ว่าจะได้คำตอบเก้าโมงเช้าคือลูกค้าที่พอใจ ส่วนลูกค้าคนเดียวกันที่ไม่มีใครบอกอะไรเลย กำลังนั่งพิมพ์รีวิวหนึ่งดาวอยู่ตอนห้าทุ่ม

ควบคู่กับตัวเลขภายในที่ซื่อสัตย์หนึ่งตัว คือ ค่ามัธยฐานของเวลาตอบครั้งแรกในเวลาทำการ อย่าใช้ค่าเฉลี่ย เพราะข้อความข้ามคืนไม่กี่รายการจะลากค่าเฉลี่ยจนไม่มีความหมาย ค่ามัธยฐานบอกได้ว่าลูกค้าทั่วไปเจออะไรจริง ๆ

จังหวะประจำวันที่อยู่ตัว

ทีมที่คุมงานอยู่ มักทำวนแบบนี้

  • เช้า เคลียร์ของที่ค้างข้ามคืนให้หมดก่อน เรียงจากอันที่รอนานสุด แล้วค่อยแตะข้อความใหม่
  • ระหว่างวัน ทำงานจากคิวเดียว เรียงตามเวลารอ ใครตอบก่อนคนนั้นเป็นเจ้าของ
  • ก่อนปิด อะไรที่จบวันนี้ไม่ได้ ต้องมีข้อความบอกความคืบหน้าพร้อมกรอบเวลาจริง ไม่ใช่ปล่อยเงียบ
  • รายสัปดาห์ ดูสิบเคสที่รอนานที่สุด แล้วถามว่าแต่ละเคสเกิดจากอะไร คำตอบมักซ้ำอยู่แค่สองสามเรื่อง

รีวิวรายสัปดาห์นี่แหละคือจุดที่ผลลัพธ์ทบต้น เพราะเคสที่รอนานส่วนใหญ่ย้อนไปหาสาเหตุเดิม ๆ คือไม่มีข้อความสำเร็จรูป ขอบเขตความรับผิดชอบไม่ชัด หรือเป็นคำถามที่ควรมีคำตอบเป็นลายลักษณ์อักษรตั้งแต่หลายเดือนก่อน ทั้งหมดแก้ได้ในบ่ายเดียว และทั้งหมดจะมองไม่เห็นถ้าไม่เปิดดู

สิ่งที่ได้กลับมา

ทั้งหมดนี้ไม่ต้องจ้างคนเพิ่ม ไม่ต้องเพิ่มงบเครื่องมือ ต้องการแค่ให้คิวเป็นคิวเดียว กติกาความเป็นเจ้าของชัดเจน และมีคนเปิดดูเคสที่ผิดปกติสัปดาห์ละครั้ง

ทำได้แค่นี้ การตัดสินใจครั้งถัดไปว่าจะเพิ่ม automation ตรงไหน จะง่ายขึ้นมาก เพราะคุณจะเห็นภาพชัดแล้วว่าเวลาหายไปกับอะไรจริง ๆ